fbpx

Focusshield.com

iPhone 14 VS iPhone 13 เปรียบเทียบความแตกต่าง พร้อมสรุปว่าควรรอไหม?

ใกล้เข้ามาแล้วกับการเปิดตัว iPhone 14 Series ก็อาจจะมีหลายคนที่ยังลังเลกันอยู่ว่า iPhone 14 นี้จะคุ้มค่ากับการรอคอยมั้ย ทั้งในด้านราคาและสเปคที่จะมาใหม่ หรือว่าควรตัดสินใจซื้อ iPhone 13 ไปเลยดีกว่า ถ้าไม่ต่างกันมาก วันนี้โฟกัส ก็ได้รวบรวมข้อมูลพร้อมสรุปความแตกต่างของทั้ง 2 Series ให้เพื่อนๆ ทุกคนตัดสินใจกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากใครสนใจรับชมวิดีโอสรุป ก็สามารถกดได้ที่คลิปด้านล่างนี้เลยครับ

 

 

4 รุ่น เหมือนเดิม แต่จะไม่มีรุ่น Mini แล้ว

 

เนื่องจากว่า iPhone 13 Series ในรุ่น Mini ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก ทำให้ iPhone 14 Series มีข่าวออกมาว่าน่าจะตัดในส่วนของรุ่น Mini ออก และเปิดตัวรุ่นใหม่ “iPhone 14 Max” ออกมาแทน ทำให้ยังคงมี 4 รุ่นเหมือนเดิม คือ 

  • iPhone 14 และ iPhone 14 Pro จะมีขนาด 6.1 นิ้ว
  • iPhone 14 Max และ iPhone 14 Pro Max จะมีขนาด 6.7 นิ้ว

 

ดีไซน์เปลี่ยนแปลงใหม่

 

 

ลักษณะดีไซน์ตัวเครื่องของ iPhone 14 จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ จากเดิมที่ iPhone 13 มีรอยบากที่ด้านบน แต่จากข่าวที่หลุดออกมานั้นมีความเป็นไปได้ที่รุ่นใหม่จะเอารอยบากออกไป และเปลี่ยนเป็นดีไซน์แบบเจาะรูวงรีแทน ในรุ่น iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ทำให้ลดความเกะกะสายตาลงไปได้ แต่น่าจะยังคงรอยบากเหมือนเดิมในรุ่น iPhone 14 และ iPhone 14 Max รวมถึงลักษณะโดยรวมยังมีความคล้ายคลึงกับรุ่นเดิมอยู่มากๆ คือมีความเหลี่ยม และขอบมนเหมือนกัน 

 

ซึ่งหากใครกำลังเล็งจะซื้อ iPhone ก็ยังมีข้อสังเกตเรื่องของ ลำโพง ที่ยังคงอยู่ด้านบนของขอบจอเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น iPhone 13 หรือ iPhone 14 ซึ่งตรงนี้มักจะเป็นจุดที่หลายๆ คนมองข้ามการปกป้องอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของฝุ่นที่มักสะสม จนไปลดทอนประสิทธิภาพของเสียง รวมไปถึงการโดนน้ำโดยไม่ตั้งใจ และอาจทำให้ลำโพงถึงขั้นพังได้ 

 

ดังนั้นควรจะป้องกันไว้ด้วย ฟิล์มกระจก Focus Ultimate Glass Dust Proof ตัวช่วยในการปกป้องหน้าจอมือถือได้เต็มจอยิ่งกว่าเดิม ด้วยเทคนิคการผลิตแบบ Laser Cutting ไม่เว้นร่องตรงรูลำโพง ช่วยให้ป้องกันฝุ่นและละอองน้ำได้แบบดีเยี่ยม และยังคงได้ยินเสียงชัดเจนอยู่เหมือนเดิมครับ

 

มีลุ้นกับสีใหม่ สีม่วง Royal Purple

 

 

สี iPhone 14 ก็คาดการณ์กันว่าจะมีสีหลุดออกมาใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สีม่วง (Royal Purple), สีเลือดหมู (Burgundy) หรือสีส้ม (Orange) ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่มีการคอนเฟิร์มข้อมูล แต่ก็ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะค่อนข้างแปลกใหม่พอสมควร 

 

ส่วนสีฝั่ง iPhone 13 ก็จะมีสีเซียร์ร่าบลู (Sierra Blue) และสีชมพู (Pink) ที่โดดเด่น และใครที่ชอบสีเบสิคทั่วไปอย่าง สีดำ (Black), สีขาว (White), สีแดง (Product Red) ก็คาดว่ามีให้เลือกเหมือนเดิมแน่นอน

 

อัพเกรดประสิทธิภาพหน้าจอใน iPhone 14

 

 

ต่อมาที่เรื่องของหน้าจอ ในฝั่งของ iPhone 13 จะเป็นหน้าจอ OLED และใช้เทคโนโลยี ProMotion ซึ่งสามารถรองรับค่า Refresh Rate ได้สูงถึง 120 Hz ส่วนฝั่ง iPhone 14 มีข่าวลือมาว่าน่าใช้หน้าจอแบบ LTPO ซึ่งมีจุดเด่นคือ มีอุณหภูมิต่ำ และสามารถ

ปรับอัตรารีเฟรชของหน้าจอให้ต่ำลงได้ เมื่อแสดงผลภาพนิ่งเป็นเวลานานๆ ส่งผลให้ใช้พลังงานน้อยลงเป็นอย่างมาก คล้ายกับหน้าจอของ Apple watch ตัวล่าสุดนั่นเอง

ซึ่งหน้าจอ iPhone ที่ออกแบบมาให้มีลูกเล่นที่ดีขนาดนี้ ก็ควรจะต้องได้รับการปกป้องที่ดีด้วย ฟิล์มกระจกกันรอย Ultimate Glass Dust Proof นั่นเองครับ เพื่อป้องกันหน้าจอมือถือของทุกคนจากทุกรอยขีดข่วน ด้วยเนื้อกระจกที่แข็งแกร่ง รองรับการกระแทกได้มากกว่า 3 เมตร และยังป้องกันถึงฝุ่นและละอองน้ำบริเวณลำโพงได้แบบดีเยี่ยม เรียกได้ว่าปกป้องแบบครอบคลุมทั้งหน้าจอ ให้ทุกคนสามารถใช้งานมือถือกันได้แบบสบายใจ หมดกังวลกับปัญหาเรื่องฝุ่น และรอยขีดข่วนต่างๆ ในราคา 890 บาทครับ

 

 

เพิ่มความละเอียดกล้อง เอาใจสายถ่ายรูป

 

 

สำหรับใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ อยากได้กล้องชัดๆ บอกเลยว่า iPhone 14 Series อาจคุ้มค่ากับการรอคอย เพราะจากการคาดการณ์ต่างๆ รอบนี้กล้องหลังเลนส์หลักอาจมาพร้อมกับความละเอียดสูงสุดถึง 48 ล้านพิกเซล จากเดิมที่ในรุ่น iPhone 13 Series มีความละเอียดสูงสุดเพียง 12 ล้านพิกเซลเท่านั้น

 

สแกนลายนิ้วมืออาจกลับมาอีกครั้ง

 

 

ปัจจุบัน iPhone 13 Series จะใช้การสแกนใบหน้า (Face ID) หรือกดรหัสพิน (Pin) ในการปลดล็อคเครื่อง แต่มีข่าวลือว่า iPhone 14 Series อาจนำฟีเจอร์การสแกนลายนิ้วมือ อย่าง Touch ID กลับมาอีกครั้ง อาจเพราะมีกระแสเรื่องการสแกนลายนิ้วมือที่ใช้งานได้สะดวกกว่า ถึงแม้ว่าการสแกนใบหน้าจะพัฒนาขึ้นจนสามารถใส่แมสก์สแกนได้แล้ว แต่ก็ยังถือว่าสะดวกน้อยกว่าการสแกนลายนิ้วมืออยู่ดี ดังนั้นใครที่ชอบการสแกนลายนิ้วมือ ก็ตั้งตารอกันได้เลย

 

ขุมพลังชิปเซ็ต ความแรงที่อัดมาเพิ่มให้อีก

 

 

ชิปเซ็ต ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายๆ คนใช้ในการตัดสินใจเลยก็ว่าได้ โดย iPhone 14 ตอนนี้มีข่าวลือออกมาว่าน่าจะใช้ชิปเซ็ตตัวใหม่อย่าง Apple A16 Bionic ที่แน่นอนว่าต้องได้รับการอัพเกรดให้ดีกว่าเดิมมากขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน แต่ก็มีข้อสังเกตุเล็กน้อย ในเรื่องของการ Support ของ Application ต่างๆ ว่าจะสามารถใช้งานได้แบบ 100% ทุกแอพเลยหรือไม่ ส่วนในฝั่งของ iPhone 13 ปัจจุบันก็ใช้ชิปเซ็ต A15 Bionic ที่ต้องบอกว่าเลยว่าแค่นี้ก็แรงแบบเหลือๆ ไม่มีปัญหาเรื่องความช้าหรืออืดอยู่แล้วครับ

 

พอร์ตเชื่อมต่อยังคงเดิมสไตล์ Apple

 

 

ใครที่กำลังรอพอร์ต Type-C อาจจะผิดหวังกันนิดหน่อย เพราะตอนนี้ข่าวล่าสุดที่ออกมาคือ iPhone 14 จะใช้เป็นพอร์ต Lightning 3.0 ที่เหมือนรุ่น iPhone 13 Series แต่อัพเกรดความเร็วเพิ่มขึ้นมาแทน

 

ราคาแรงขึ้นตามสเปคที่อัพให้

อัพเดทล่าสุดของ iPhone 14 Series คาดว่าจะเป็น ดังนี้

  • iPhone 14 เริ่มต้นที่ประมาณ 30,900 บาท ($799)
  • iPhone 14 Max เริ่มต้นที่ประมาณ 40,500 บาท ($899)
  • iPhone 14 Pro เริ่มต้นที่ประมาณ 42,900 บาท ($1,099)
  • iPhone 14 Pro Max เริ่มต้นที่ประมาณ 46,900 บาท ($1,199)

 

จากเดิมตอนเปิดตัว iPhone 13 Series มีราคา ดังนี้

  • iPhone 13 Mini เริ่มต้นที่ 25,900 บาท
  • iPhone 13 เริ่มต้นที่ 29,900 บาท
  • iPhone 13 Pro เริ่มต้นที่ 38,900 บาท
  • iPhone 13 Pro Max เริ่มต้นที่ 42,900 บาท

 

สรุปแล้วควรรอหรือซื้อเลย

 

 

สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจเลือกระหว่าง iPhone 13 Series กับ iPhone 14 Series ว่าจะรอดีไหม หรือถอยตั้งแต่ตอนนี้เลยดี เรื่องหลักๆ ที่ผมคิดว่าควรนำมาประกอบการตัดสินใจมี 3 เรื่องด้วยกัน

  1. เรื่องของรอยบากกล้องหน้า ใครที่ชื่นชอบดีไซน์แบบใหม่ที่ไร้รอยบากแล้วรู้สึกว่าโล่งมากขึ้น สบายตามากยิ่งขึ้น แนะนำว่ารอ iPhone 14 ได้เลย
  2. เรื่องของกล้อง สำหรับใครที่เป็นสายถ่ายรูป แล้วอยากได้กล้องที่มีความละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม ก็แนะนำว่าให้รอ iPhone 14 จะดีกว่า เนื่องจากรอบนี้มีโอกาสที่จะให้ความละเอียดมาสูงถึง 48 ล้านพิกเซล
  3. สุดท้ายคือ เรื่องการปลดล็อค ใครที่เบื่อกับการสแกนใบหน้า ก็สามารถตั้งตารอ iPhone 14 ได้เลย เพราะคาดว่าการสแกนลายนิ้วมือน่าจะกลับมาแน่นอน

 

ดังนั้นใครที่สนใจ 3 อย่างนี้ แนะนำว่าตั้งตารอ และอดทนกันอีกนิดเดียว ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม น่าจะได้จับจองเป็นเจ้าของ iPhone 14 กันอย่างแน่นอน และสเปคที่อัพเกรดมาให้ บอกเลยว่าใช้ได้อีกยาวๆ แน่นอน ส่วนใครที่ไม่ได้ซีเรียสกับ 3 ข้อด้านบน หรือมีงบประมาณที่จำกัด ก็แนะนำให้รอซื้อ iPhone 13 ตอนที่ iPhone 14 ออกมาดีกว่าครับ เพราะมีแนวโน้มว่าราคาจะลดลงอีกนิดหน่อยนั่นเอง

 

โดยหากใครกำลังจะซื้อ iPhone 13 Series ก็สามารถสั่งซื้อฟิล์มกระจกกันรอย Ultimate Glass Dust Proof ของโฟกัส เพื่อป้องกันมือถือของทุกคนจากรอยขีดข่วน และฝุ่นต่างๆ ได้ตั้งแต่วันรับเครื่องเลย โดยสามารถสั่งซื้อได้ที่ด้านล่างนี้ครับ พร้อมจัดส่งฟรีทั่วประเทศ ส่วน iPhone 14 Series ทางโฟกัสจะเปิดวางจัดจำหน่ายฟิล์มกระจกในเร็วๆ นี้แน่นอน รอติดตามกันได้เลยครับ

 

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยในการตัดสินใจซื้อมือถือเครื่องใหม่ของทุกคนได้นะครับ ซึ่งหากใครสนใจดูฟิล์มกระจกกันรอยแบบอื่นๆ เพิ่มเติม ก็สามารถไปดูข้อมูลได้ที่บทความ “เปรียบเทียบฟิล์มกระจกกันรอยโฟกัส” ได้เลยครับ และถ้ามีการอัพเดทข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iPhone 14 Series อีก ทางโฟกัสจะรีบมาอัพเดทให้ทุกคนทราบกันทันทีแน่นอน

 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า